Suzuki Swif 1.2 GL ปี 2019

Suzuki Swif 1.2 GL ปี 2019

สำหรับ Suzuki แล้ว Swift ถือเป็นรถยนต์รุ่นยุทธศาสตร์สำคัญ ที่การบุกตลาดโลก ในรูปแบบ One Global Model แม้ว่าชื่อ Swift จะถูกใช้เป็นครั้งแรก กับรถยนต์นั่ง Sub-Compact Hatchback อย่าง Suzuki CULTUS เวอร์ชันส่งออกไปยังยุโรป และอเมริกาเหนือ มาตั้งแต่ปี 1984 แต่ไม่ถึงกับประสบความสำเร็จมากนัก เพราะตัวรถ เน้นขายกลุ่มลูกค้าที่จำเป็นต้องซื้อรถยนต์ใช้งานสักคัน มองหาแค่ความคุ้มค่าคุ้มราคา บางทีอาจมีรุ่นหวือหวา อย่าง Swift GTi โผล่ในตลาดยุโรป และญี่ปุ่น บ้าง แต่ก็ไม่ได้เปรี้ยวปรี๊ดมากเท่ากับคู่แข่ง

จนกระทั่ง ช่วงต้นทศวรรษ 2000 Suzuki เริ่มมองตัวเองใหม่แล้วว่า ถ้าต้องการจะเติบโตและอยู่รอดในตลาดโลกได้ยาวๆ พวกเขาจำเป็นต้องพลิกกลยุทธ์การสร้างรถยนต์เสียใหม่ หนึ่งในแผนนั้นคือการตัดสินใจ พัฒนา B-Segment Sub-Compact Hatchback ออกมาเพื่อมุ่งเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าในยุโรปเป็นหลัก

Swift “ยุคใหม่” ถูกเปิดผ้าคลุมเป็นครั้งแรก ในงาน Paris Auto Salon เดือนกันยายน 2004 และเริ่มออกสู่ตลาดญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2004 แต่กว่าจะมาเปิดตัวในบ้านเรา ก็ต้องรอจนถึง งาน Motor Expo เมื่อ 1 ธันวาคม 2006 ทว่าในตอนนั้น เนื่องจากยังต้องนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นล้วนๆ ทำให้ต้องคิดภาษีนำเข้า เต็มอัตรา ไม่มีข้อตกลงเขตการค้าภาษีพิเศษ 0% AFTA เหมือนใครเขา ราคาจึงแพงไปถึงคันละ 1,500,000 บาท ต้องรอจนถึงงาน Motor Expo ธันวาคม 2009 Suzuki จึงสั่ง Swift 1.5 ลิตร จาก อินโดนีเซีย มาขาย ในราคาที่ถูกลงกว่ากันครึ่งนึง

รุ่นแรกของ Swift จากการผลิตของทั้ง 7 โรงงาน ถูกส่งไปเปิดตัวออกสู่ตลาดมากกว่า 100 ประเทศ ทั่วโลก นอกจากนี้ ยังเอาชนะใจผู้คนทั้งลูกค้า และบรรดาสื่อมวลชนสายรถยนต์ จนคว้ารางวัลจำพวก Car of the Year ทั้งหลายมากมายถึง 63 รางวัล ใน 19 ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รางวัล RJC Car of the Year ใน ญี่ปุ่น

พอมาถึงรุ่นที่ 2 ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในญี่ปุ่น เมื่อ 10 มิถุนายน 2010 ถึงจะขายดิบขายดีในแทบทุกประเทศ แต่เข้าเมืองไทย ล่าช้าไปหน่อย เนื่องจากคราวนี้ Suzuki ตัดสินใจ เอา Swift มาเข้าร่วมโครงการ ECO Car Phase 1 เลยต้องลงทุน 9,500 ล้านบาท สร้างโรงงานที่ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง แล้วก็เปลี่ยนเครื่องยนต์ จาก 1.5 ลิตร มาเป็น 1.2 ลิตร 91 แรงม้า (PS) เปิดตัวในบ้านเราครั้งแรก เมื่อ 20 มีนาคม 2012 และสร้างปรากฎการณ์ยอดสั่งจองถึง 27,000 คัน จนอดีตประธานคนเก่าอย่าง Mr.Sugiyama ต้องบินไปญี่ปุ่น เจรจาขอเพิ่มกำลังการผลิตอย่างเร่งด่วน มาแล้ว

จนถึงปัจจุบัน ตัวเลขยอดขายสะสมของ Swift ทัวโลก มีมากถึงเกือบ 6 ล้านคัน กวาดรางวัลมานับไม่หวาดไหว เฉพาะแค่ในเมืองไทย ยอดขายสะสมก็สูงถึง 94,000 คัน!! ล่าสุด ในปี 2017 ที่ผ่านมา จากยอดขายของ Suzuki รวม เฉพาะ ECO Car ทั้ง 3 รุ่น 21,300 คัน Swift รุ่นเดิม ทำตัวเลขยอดขายไปได้มากถึง 8,080 คัน แม้ว่าจะลดลง แต่ก็เป็นไปตามวงจรชีวิตของรถยนต์ ในช่วงปลายอายุตลาดตามปกติ

กระนั้น ตัวเลขที่เห็น มันก็เยอะพอที่จะทำให้ Suzuki ตัดสินใจ รวมประเทศไทย เข้าเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของ Swift รุ่นที่ 3 นอกเหนือจาก ญี่ปุ่น ยุโรป และ อินเดีย

เบาะนั่งคู่หน้า ถูกออกแบบขึ้นใหม่ บนพื้นฐานจากเบาะนั่งของ Swift รุ่นเดิม ฟองน้ำยังคงมาในสไตล์ “นุ่มออกนิ่ม” เหมือน Suzuki หลายๆรุ่น ทั้ง Swift รุ่นเดิม Ciaz และ Ertiga ทุกรุ่นมี คันโยกปรับเอนพนักพิงหลัง และคันโยกเลื่อนเบาะขึ้นหน้า – ถอยหลัง (ระยะเลื่อนจากหน้าสุด – หลังสุด มากถึง 240 มิลลิเมตร)

หากเป็นรุ่น GA เบาะนั่งคู่หน้าจะเป็นแบบมีพนักพิงและพนักศีรษะ รวมอยู่ในชุดเดียวกัน (ให้คุณลองนึกถึงเบาะนั่งของ Celerio ดูครับ แบบนั้นแหละ) ไม่มีก้านโยกปรับระดับสูง – ต่ำ ใดๆทั้งสิ้น

ส่วนรุ่นที่เหลือทั้ง GL,GLX,GLX-Navi พนักศีรษะจะเป็นแบบ แยกถอดยกขึ้นปรับระดับสูง – ต่ำได้ และเฉพาะเบาะคนขับ จะมีก้านโยกปรับระดับสูง – ต่ำ เพิ่มมาให้ ตัวพนักศีรษะถูกออกแบบให้ยื่นเข้าไปใกล้กับหัวของผู้ขับขี่มากขึ้น แต่กลับแทบจะไม่ดันศีรษะเลย แถมฟองน้ำก็ยังรักษามาตรฐานของ Suzuki เอาไว้อย่างดี คือ นิ่มมาก สบายหัวทุกครั้งที่พิง

พนักพิงหลัง ออกแบบใหม่ราวกับได้แรงบันดาลใจจาก เบาะรถแข่งบางรุ่นของ RECARO เสียด้วยซ้ำ นอกจากจะรองรับแผ่นหลังทั้งหมด โดยเฉพาะช่วงหัวไหล่ได้ดีขึ้นแล้ว ยังมีปีกข้างที่เสริมเข้ามาซัพพอร์ตช่วงบั้นเอว พอสมควร แต่เวลาเข้าโค้ง ปีกเบาะก็ไม่ได้ช่วยรั้งตัวคนขับไว้บนเบาะเท่าไหร่ เพราะตัวโฟม Recycle ที่ฉีดขึ้นรูปเป็นโครงเบาะนั้น ค่อนข้างนิ่ม

เบาะรองนั่ง ก็เช่นเดียวกัน แม้ว่าจะมีความยาวเหมาะสมแล้ว ไม่ยาวไม่สั้นเกินไป แต่การออกแบบเสริมปีกข้างให้สูงขึ้นมานิดๆ ในสไตล์เบาะรถแข่ง ถึงจะช่วยให้ดูสปอร์ตขึ้น แต่การใช้โฟมที่นุ่ม ทำให้ปีกข้างยืดหยุ่นดีเวลาลุกเข้า – ออกจากเบาะ ทว่า แอบน่าเป็นห่วงในการใช้งานยาวๆ เกรงว่า โครงเบาะอาจจะคืนรูปได้ไม่ดี เมื่อเวลาผ่านไปนานหลายๆปี

เข็มขัดนิรภัย สำหรับเบาะคู่หน้า เป็นแบบ ELR 3 จุด ปรับระดับสูง – ต่ำได้ทั้ง 2 ฝั่ง มาพร้อมระบบลดแรงปะทะ และดึงกลับอัตโนมัติ (Pre-tensioners & Force Limiter) ถ้าไม่คาดเข็มขัด จะมีสัญญาณไฟกระพริบบนมาตรวัด พร้อมเสียงร้องเตือนดังเอาเรื่อง

ชุดมาตรวัดถูกออกแบบให้เป็น 2 วงกลม คั่นกลางด้วยไฟสัญญาณเตือนต่างๆ และหน้าจอแสดงข้อมูล วาง Layout ตัวเลขให้อ่านง่าย แม้ในยามค่ำคืน เรืองแสงด้วยสีขาว พื้นดำ กรอบหลักสีเงิน พร้อมแถบวงแหวนสีแดง ช่วยเพิ่มบุคลิกให้ดูเป็น Premium Sport Compact Car มากขึ้น

จนกระทั่งวันนี้ รุ่นใหม่ออกมาแล้ว พื้นที่ที่คุณเห็นอยู่นี้ มันก็ยังมีสภาพไม่ค่อยแตกต่างกับรถรุ่นเดิมเลย!! คุณจะยังคงเห็น แผงพลาสติก รอบเบรกมือ แบบคันยก มีช่องวางแก้วมาให้ 1 ตำแหน่ง สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง แนะนำว่า วางเครื่องดื่มกระป๋องได้ดี แต่ไม่เหมาะจะวางขวดน้ำทรงสูง แถมช่องวางแก้วแบบฝาพับ ก็ดันตัดออกไปอีก

ทัศนวิสัยด้านหนัา ถึงจะคล้ายรุ่นเดิม แต่ปลอดปร่งกว่าเล้กน้อย เสาหลังคาคู่หน้าที่ตั้งชัน ให้ความรู้สึก คล้ายกับนั่งอยู่บนตำแหน่งคนขับของ MINI รุ่นใหม่ๆ อยู่บ้างเหมือนกัน ถ้านั่งบนเบาะคนขับในตำแหน่งเตี้ยสุด จะมองไม่เห็นฝากระโปรงหน้า

เสาหลังคาคู่หน้า A-Pillar ฝั่งขวา มีความหนาพอๆกับรถรุ่นเดิม แอบบดบังรถที่แล่นสวนทางมา บนทางโค้งขวา ของ ถนน 2 เลนสวนกันอยู่บ้าง แต่น้อยลงกว่าเดิมนิดนึง

กระจกมองข้างฝั่งขวา ดีไซน์ใหม่ ให้เหมือนชาวบ้านชาวช่องมากขึ้น พื้นที่ด้านข้าง ริมนอกฝั่งขวา ที่เคยถูกกรอบพลาสติกของตัว
กระจกมองข้างเอง กินพื้นที่เข้ามาในรถรุ่นเดิม ปัญหานี้ แม้จะปรับกระจกมองข้างเหมือนเดิม แต่การเบียดบังพื้นที่ด้านข้าง กลับลดน้อยลงในรถรุ่นใหม่

เสาหลังคาคู่หน้า A-Pillar ฝั่งซ้าย กลับบดบังพื้นที่การมองเห็นรถที่แล่นสวนมา ขณะเตรียมเลี้ยวกลับรถ ไม่มากนัก กระจกมองข้างฝั่งซ้ายเอง มีพื้นที่กระจกมองเห็นได้มากขึ้นกว่ารุ่นเดิม โดยเฉพาะมุมฝั่งขวาล่าง ที่เคยมีปัญหาถูกบดบังจากการออกแบบตัวกรอบกระจกเอง ขอแนะนำว่า ใช้สายตาคุณเอง เหลือบมองรถคันข้างๆ ไปด้วยสักนิด จะช่วยให้ปลอดภัยเพิ่มขึ้น

เสาหลังคาคู่หลัง C-Pillar ถูกออกแบบโดยตัดแนวกระจกหน้าต่างที่โค้งมน ทิ้งไป ทำให้พื้นที่กระจกหน้าต่างเพิ่มขึ้น การมองเห็นยานพาหนะที่แล่นมาจากทางด้านข้างฝั่งซ้าย ก็ดีขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย อย่างไรก็ตาม เสาหลังคาและมือจับเปิดประตู คือส่วนสำคัญที่บดบังไม่ให้คนขับ เห็นมอเตอร์ไซค์ ที่พุ่งลัดเลาะมาจากทางด้านหลังฝั่งซ้าย

********** รายละเอียดด้านวิศวกรรม และการทดลองขับ **********

ต้องยอมรับว่า ตอนนี้ ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นแทบทุกรายกำลังทุ่มลงทุนพัฒนา โครงสร้างพื้นตัวถังรถยนต์ (Platform) ของตน กันอย่างหนัก ทั้งเพื่อผลในด้านความประหยัดน้ำมัน (อันส่งผลต่อเนื่องด้านความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม) รวมทั้งยกระดับการขับขี่ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ คล่องขึ้น เบาขึ้น ควบคุมได้ดังใจขึ้น และ Suzuki เอง ก็เป็นอีกบริษัทที่เริ่มพัฒนา Platform ใหม่ กับเขาด้วย

จุดขายหลักของ Swift ใหม่ อยู่ที่การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้กับรถยนต์ขนาดเล็กเป็นครั้งแรก โดยเฉพาะพื้นตัวถัง หรือ Platform ใหม่ ในชื่อ HEARTECT ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกใน Suzuki Baleno B-Segmant Hatchback ไซส์ใหญ่ สำหรับตลาดประเทศกำลังพัฒนา ในปี 2015 – 2016

Options

Engine
Number of cylinders 4
Displacement 2019
Drive layout FWD
Horespower 91HP
@ rpm 6000
Torque 11.0 : 1
Compression ratio Gasoline
Performance
Top Track Speed 174 กิโลเมตร/ชั่วโมง
0 - 100 mph 13.51
Transmission
Type Automatic Transmission
Displacement 7 CVT Speed
ราคาเพียง ฿ 349 000
รวมภาษีและบริการตรวจเชคสภาพรถ
Bodyเก๋ง5ประตู
Fuel type/เชื้อเพลงGasoline
Engine/เครื่องยนต์1.2 Dual JET
Year/ปี2019
Transmission/เกียร์Automatic
Drive/ขับเคลื่อน2WD
Exterior Color/สีภายนอกRed, Red Multi-Coat
Interior Color/สีภายในBlack, ดำ
Financing calculator
Vehicle price (฿ )
Interest rate (%)
Period (month)
Down Payment (฿ )
Calculate
Monthly Payment
Total Interest Payment
Total Amount to Pay

Contact / ติดต่อด่วนได้ที่